เชือกฟางเกรดรีไซเคิล ผลิตจากวัตถุดิบ PP ชนิด PCR

เม็ดพลาสติก PP ชนิด PCR

ข้อดีของการใช้เชือกฟางเกรดรีไซเคิล

เชือกฟางเกรดรีไซเคิลเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีราคาย่อมเยากว่าเชือกฟางเกรด A แต่ยังคงมีความแข็งแรงในการรับน้ำหนักใกล้เคียงกัน เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการบรรจุและขนส่ง อีกทั้งยังเป็นการช่วยใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า ลดการสร้างขยะพลาสติกใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เม็ดพลาสติกที่ใช้ผลิตเชือกฟาง สีอาจเพี้ยนไม่สม่ำเสมอ

คุณสมบัติของเชือกฟางเกรดรีไซเคิล

เชือกฟางประเภทนี้ผลิตจากเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ทำให้มีลักษณะเฉพาะ เช่น สีอาจไม่สม่ำเสมอหรือมีความเพี้ยนไปจากโทนมาตรฐาน อีกทั้งยังอาจมีกลิ่นของพลาสติกรีไซเคิลติดอยู่บ้าง แต่ในด้านการใช้งานยังคงสามารถมัดสิ่งของได้แน่นหนา แข็งแรง และใช้งานได้ใกล้เคียงกับเชือกฟางเกรด A เพียงแต่ไม่ได้เน้นความสวยงามเท่านั้น

 

 

เชือกฟางเกรดรีไซเคิลสามารถใช้มัดกล่องสินค้า หรือเหมาะกับงานทั่วไป

เชือกฟางเกรดรีไซเคิลเหมาะกับงานแบบไหน

เนื่องจากเชือกฟางเกรดรีไซเคิลมีความแข็งแรงและราคาย่อมเยา จึงเหมาะกับการใช้งานทั่วไปในภาคอุตสาหกรรม เช่น การมัดกล่องสินค้า การมัดของในคลังเก็บ การขนส่งวัตถุดิบ หรืองานที่ไม่ต้องเน้นความสวยงามของบรรจุภัณฑ์ ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ใช้ในงานที่เกี่ยวข้องกับอาหารโดยตรง เนื่องจากอาจมีสารตกค้างจากพลาสติกรีไซเคิล

 

โรงงานไทยฮงกับการผลิตเชือกฟางเกรดรีไซเคิล

โรงงานไทยฮงเป็นผู้ผลิตเชือกฟางที่มีความเชี่ยวชาญและใส่ใจในคุณภาพ โดยมีสายการผลิตเชือกฟางเกรดรีไซเคิลเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการลดต้นทุน แต่ยังคงได้สินค้าที่ใช้งานได้จริง มีมาตรฐาน และเชื่อถือได้ โรงงานสามารถผลิตเชือกฟางในหลายขนาดและความยาว เพื่อรองรับความต้องการใช้งานที่หลากหลายของลูกค้า

เครื่องเป่าเชือกฟางที่แบ่งออกเป็นได้หลายเส้นหลายขนาดคลังเก็บสินค้าเชือกฟางที่พร้อมส่งมีหลายสี หลายขนาด

ค่า OTR (Oxygen Transmission Rate) คืออะไร

ข้อมูลเพื่ออธิบายค่า OTR (Oxygen Transmission Rate) ของถุงพลาสติก LDPE

ค่า OTR หรือ Oxygen Transmission Rate คือค่าที่ใช้บอกอัตราการซึมผ่านของก๊าซออกซิเจนผ่านวัสดุหนึ่ง ๆ ในช่วงเวลาที่กำหนด โดยทั่วไปนิยมใช้ในวงการบรรจุภัณฑ์อาหาร เนื่องจากออกซิเจนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้สินค้าเสื่อมคุณภาพเร็วขึ้น เช่น การเกิดเหม็นหืนในอาหารที่มีไขมัน หรือการเปลี่ยนสีของผลิตภัณฑ์บางชนิด การรู้ค่า OTR ของวัสดุที่ใช้จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะช่วยให้ผู้ผลิตเลือกบรรจุภัณฑ์ได้เหมาะสมกับลักษณะของสินค้าและอายุการเก็บรักษาที่ต้องการ

จริง ๆ แล้ว แม้แต่พลาสติกที่หลายคนมองว่าป้องกันอากาศได้ดีอย่าง LDPE (Low Density Polyethylene) ก็ยังมีการซึมผ่านของออกซิเจนอยู่ เพียงแต่ในระดับที่แตกต่างจากพลาสติกชนิดอื่น ๆ งานวิจัยและข้อมูลอ้างอิงหลายแหล่งระบุว่าค่า OTR ของ LDPE อยู่ในช่วงประมาณ 2,000–8,000 ซีซี/ตารางเมตร/วัน/บรรยากาศ ที่อุณหภูมิห้อง ซึ่งถือว่ามีการซึมผ่านได้ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับพลาสติกชนิดที่มีคุณสมบัติด้านกั้นก๊าซสูง เช่น PET หรือ EVOH

ด้วยเหตุนี้ LDPE จึงไม่เหมาะสำหรับใช้ในบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการการกักเก็บก๊าซอย่างเข้มงวด เช่น อาหารที่ต้องการบรรจุสูญญากาศหรือ Modified Atmosphere Packaging (MAP) อย่างไรก็ตาม LDPE กลับมีข้อดีในด้านความยืดหยุ่น โปร่งใส และต้นทุนต่ำ ทำให้เหมาะกับการนำไปใช้บรรจุสินค้าทั่วไปที่ไม่ได้ต้องการควบคุมการซึมผ่านของอากาศอย่างเข้มงวด เช่น ขนมขบเคี้ยว ผักผลไม้สด หรือสินค้าที่มีรอบการจำหน่ายสั้น

สรุปได้ว่า ค่า OTR เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้เพื่อเลือกวัสดุบรรจุภัณฑ์ได้เหมาะสม สำหรับ LDPE แม้จะมีคุณสมบัติซึมผ่านอากาศได้ แต่ก็ยังคงเป็นถุงพลาสติกขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปได้ดี หากใช้กับสินค้าที่ไม่จำเป็นต้องเก็บรักษาในสภาวะปลอดอากาศ

พลาสติก HDPE และ LDPE มีความหนาแน่นเท่าไร

ค่าความหนาแน่นของพลาสติกชนิด HDPE และ LDPE เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำแล้วมีความเบากว่าน้ำ
พลาสติกเป็นวัสดุที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ถุงใส่ของ ขวดน้ำ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อาหาร โดยหนึ่งในพลาสติกที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือโพลีเอทิลีน (Polyethylene) ซึ่งแบ่งออกเป็นสองชนิดหลัก คือ
HDPE (High Density Polyethylene) และ LDPE (Low Density Polyethylene) ความแตกต่างสำคัญของทั้งสองชนิดนี้อยู่ที่โครงสร้างโมเลกุล ทำให้คุณสมบัติและความหนาแน่นแตกต่างกัน

  • HDPE มีความหนาแน่นประมาณ 0.94 – 0.97 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร

  • LDPE มีความหนาแน่นประมาณ 0.91 – 0.93 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร

เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำซึ่งมีความหนาแน่น 1.0 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร จะเห็นได้ว่าทั้ง HDPE และ LDPE มีความหนาแน่นน้อยกว่า ทำให้เมื่อพลาสติกเหล่านี้ถูกทิ้งลงน้ำ จึงสามารถลอยอยู่บนผิวน้ำได้โดยไม่จมลงไป

อย่างไรก็ตาม การทิ้งพลาสติกลงแหล่งน้ำเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เนื่องจากพลาสติกที่ลอยอยู่บนผิวน้ำจะรบกวนระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตในทะเล สัตว์น้ำอย่างเต่า ปลาหรือแม้แต่นกทะเล อาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาหารและกลืนกินเข้าไป ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารอุดตัน เกิดภาวะขาดสารอาหาร และอาจนำไปสู่การเสียชีวิต นอกจากนี้พลาสติกยังใช้เวลาย่อยสลายยาวนานหลายร้อยปี ทำให้ปัญหาสะสมต่อเนื่องและยากต่อการแก้ไข

ทำไมไม่ควรทิ้งพลาสติกลงน้ำ

หลายคนอาจคิดว่าการทิ้งขยะพลาสติกลงแม่น้ำหรือทะเลเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่แท้จริงแล้วผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นร้ายแรงมาก เนื่องจากพลาสติกส่วนใหญ่ เช่น HDPE และ LDPE มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ ทำให้พลาสติก ลอยอยู่บนผิวน้ำ ไม่จมลงไป การที่พลาสติกลอยอยู่เป็นเวลานาน ไม่เพียงทำให้แหล่งน้ำสกปรกและไม่น่ามอง แต่ยังส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศในระยะยาวอีกด้วย

พลาสติกที่ลอยน้ำส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลอย่างไร

เมื่อพลาสติกลอยอยู่บนผิวน้ำ สัตว์ทะเลหลายชนิดอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาหาร เช่น เต่าทะเลที่มักกลืนถุงพลาสติกเพราะเข้าใจว่าเป็นแมงกะพรุน หรือปลาที่กินเศษพลาสติกชิ้นเล็ก ๆ เข้าไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อพลาสติกสะสมในร่างกายมากขึ้น สัตว์จะเกิดภาวะอุดตันในทางเดินอาหาร ขาดสารอาหาร หรือเสียชีวิตในที่สุด

นอกจากนี้ เมื่อพลาสติกเสื่อมสภาพก็จะแตกตัวเป็น ไมโครพลาสติก ขนาดเล็กที่ล่องลอยในน้ำ สัตว์น้ำทุกระดับสามารถกลืนเข้าไปได้ ตั้งแต่แพลงก์ตอน ปลาเล็ก ไปจนถึงปลาที่มนุษย์บริโภค สิ่งนี้หมายความว่าพลาสติกที่เราทิ้งลงทะเล อาจย้อนกลับมาสู่ร่างกายของเราเองในรูปแบบอาหารทะเลที่มีการปนเปื้อนไมโครพลาสติก ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว

นอกจากผลกระทบต่อสัตว์น้ำแล้ว พลาสติก HDPE และ LDPE ที่ลอยอยู่ยังสะสมตามชายหาดและผิวน้ำ สร้างปัญหาขยะที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง เมื่อพลาสติกเหล่านี้แตกตัวกลายเป็น ไมโครพลาสติก ขนาดเล็กที่ตามองไม่เห็น สิ่งมีชีวิตในทะเลสามารถเผลอกลืนกินเข้าไปได้ง่าย และไมโครพลาสติกเหล่านี้ยังสามารถย้อนกลับเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ผ่านการบริโภคอาหารทะเล ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว

การเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อย เช่น การพกถุงรีไซเคิลติดตัวเวลาไปตลาดหรือห้างสรรพสินค้า อาจดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่เมื่อคนจำนวนมากร่วมมือกัน ก็จะช่วยลดปริมาณพลาสติกที่ถูกทิ้งลงสิ่งแวดล้อมได้อย่างมหาศาล ถุงรีไซเคิลของ ไทยฮง ถูกออกแบบให้แข็งแรง ทนทาน ใช้ซ้ำได้หลายครั้ง และยังเป็นตัวเลือกที่เป็นมิตรต่อโลก เหมาะสำหรับทุกครอบครัวที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันนี้

ไฟฟ้าสถิตบนถุงพลาสติกเกิดจากอะไร

ถุงพลาสติกที่มีคุณสมบัติป้องกันไฟฟ้าสถิตซึ่งช่วยลดการสะสมของประจุไฟฟ้าบนผิวถุง

ไฟฟ้าสถิตบนถุงพลาสติก

                 เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในงานบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะถุงที่ทำจากพลาสติกซึ่งเป็นวัสดุฉนวน เมื่อเกิดการเสียดสีระหว่างพลาสติกกับพลาสติก หรือพลาสติกกับวัสดุอื่น ๆ เช่น กระดาษหรือเสื้อผ้า อิเล็กตรอนจะถูกถ่ายโอน ทำให้เกิดประจุสะสมอยู่บนผิวถุง ปรากฏการณ์นี้คือสาเหตุหลักที่ทำให้ถุงพลาสติกมีไฟฟ้าสถิตเกาะอยู่

                 ข้อเสียที่เกิดจากไฟฟ้าสถิตมีหลายด้าน ประการแรกคือปัญหาความสะอาด เนื่องจากไฟฟ้าสถิตจะดูดฝุ่นผงหรือเศษสิ่งสกปรกเข้ามาเกาะที่ผิวถุง ทำให้ถุงดูไม่สะอาดและอาจส่งผลต่อคุณภาพของสินค้าที่บรรจุอยู่ภายใน ประการต่อมาคือความไม่สะดวกในการใช้งาน ผู้ที่สัมผัสถุงอาจรู้สึกเหมือนถูกไฟช็อตเบา ๆ สร้างความรำคาญหรือความกังวลในการทำงาน นอกจากนี้ ในบางอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไฟฟ้าสถิตอาจสร้างความเสียหายต่อวงจรหรือชิ้นส่วนได้

                  ด้วยปัญหาดังกล่าว โรงงาน ไทยฮงพลาสติก จึงพัฒนานวัตกรรมการผลิตถุงพลาสติกที่มีคุณสมบัติป้องกันไฟฟ้าสถิต (Anti-Static Bag) ซึ่งช่วยลดการสะสมของประจุไฟฟ้าบนผิวถุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การใช้งานสะดวก ปลอดภัย และยังช่วยรักษาความสะอาดของบรรจุภัณฑ์ได้ดียิ่งขึ้น เหมาะสำหรับงานทั่วไป ไปจนถึงอุตสาหกรรมที่ต้องการมาตรฐานสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ หากคุณกำลังมองหาถุงที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพและความปลอดภัย ไทยฮงพร้อมเป็นผู้ผลิตที่คุณมั่นใจได้

ถุงชนิดนี้ช่วยลดหรือป้องกันการสะสมประจุไฟฟ้าสถิต ทำให้ใช้งานได้ปลอดภัยและสะอาดขึ้นถุงพลาสติกหลากสีที่สามารถใส่สารกันสถิตได้

อยากรู้ความหนาของถุงพลาสติก ต้องทำยังไง?

การหาความหนาของถุงพลาสติกง่ายๆ ด้วยเครื่องมือพื้นฐาน

ปัญหาที่พบบ่อยในการซื้อ ขายถุงพลาสติก คือ ลูกค้ามักไม่ทราบว่าถุงที่ใช้จริงมีความหนาเท่าไร เนื่องจากความหนาของพลาสติกต้องใช้เครื่องวัดแบบเฉพาะ ซึ่งโดยทั่วไปไม่ค่อยมีอยู่ในมือผู้ใช้ทั่วไป ทำให้เกิดความไม่มั่นใจเวลาสั่งซื้อหรือต้องการเปรียบเทียบคุณภาพระหว่างผู้ผลิต

การนำถุงพลาสติกมาชั่งรวมกันน้ำหนัก 1 กก.การวัดขนาดถุงพลาติกด้วยตลับเมตรจริงๆ แล้ว เราสามารถหาค่าความหนาได้ไม่ยาก เพียงใช้เครื่องชั่งน้ำหนักกับตลับเมตรหรือไม้บรรทัดเท่านั้น วิธีการคือ ให้นำถุงพลาสติกมาชั่งน้ำหนักรวมกัน 1 กิโลกรัม จากนั้นนับจำนวนถุงทั้งหมดที่ได้ แล้ววัดขนาดถุงแต่ละใบ (กว้าง × ยาว) เพื่อหาพื้นที่ของถุง เมื่อได้ข้อมูลครบแล้วสามารถคำนวณย้อนกลับได้ดังนี้

สูตร :  1750 ÷ กว้าง ÷ ยาว ÷ จำนวนใบ

1750  = ความหนาแน่นของพลาสติก
กว้าง = ความกว้างของถุง มีหน่วยเป็น นิ้ว
ยาว = ความยาวของถุง มีหน่วยเป็น นิ้ว
หนา = ความหนาของถุง มีหน่วยเป็น mm
จำนวนใบ = การนำถุงพลาสติกมาชั่งน้ำหนักรวมกัน 1 กิโลกรัม

ตัวอย่าง วัดขนาดถุงได้ 31 x 52″
น้ำหนักถุง 1 กก. จำนวนที่นับได้ มี 18 ใบ

1750÷31÷52÷18 = 0.06

สรุป คือ ถุงใบนี้มีความหนา 0.06 mm / ใบ นั่นเอง

ถุงมุ้งคืออะไร มีข้อดีและประโยชน์อย่างไร

ภาพถุงมุ้งคลุมของบนพาเลท
ถุงมุ้ง คือบรรจุภัณฑ์ลักษณะพิเศษที่ถูกออกแบบมาในรูปแบบทรงลูกบาศก์ 3 มิติ แตกต่างจากถุงพลาสติกทั่วไปตรงที่มีความแข็งแรงและคงรูปได้ดีกว่า เหมาะสำหรับการใส่สินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม หรือสินค้าที่ต้องการป้องกันฝุ่นและสิ่งสกปรกจากภายนอก การสั่งผลิตถุงมุ้งนั้น ลูกค้าจำเป็นต้องแจ้ง ขนาดกว้าง × ยาว × สูง อย่างชัดเจน เพื่อให้ได้ถุงที่พอดีกับการใช้งานจริง

ลักษณะของถุงมุ้ง

ถุงมุ้งทำจากแผ่นพลาสติกประเภท Polyethlene และด้วยการซีลด้วยความร้อนประกอบให้เป็นทรงกล่อง ทำให้สามารถกางออกมาใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องพับหรือจัดรูปทรงซ้ำ ตัวถุงยังสามารถผลิตในขนาดใหญ่พิเศษได้ รองรับสินค้าที่มีปริมาณมากโดยไม่จำเป็นต้องแยกใส่หลายถุง

ข้อดีของถุงมุ้ง

  1. รองรับการใช้งานไซส์ใหญ่ – ลูกค้าสามารถสั่งผลิตขนาดพิเศษได้ ทำให้ประหยัดเวลาและต้นทุน เพราะไม่ต้องใช้ถุงหลายใบในการบรรจุ

  2. ใช้งานง่าย – เพียงกางถุงออกแล้วครอบสินค้าหรือบรรจุเข้าไปได้เลย ไม่ยุ่งยาก

  3. ทนทานและระบายอากาศได้ดี – ช่วยป้องกันฝุ่นและสิ่งสกปรก แต่ยังคงให้อากาศถ่ายเท เหมาะสำหรับผลไม้ ผัก หรือสินค้าที่ไม่ควรอับชื้น

  4. สะดวกในการขนย้ายและจัดเก็บ – เมื่อกางเป็นทรงสี่เหลี่ยม สามารถซ้อนวางได้อย่างเป็นระเบียบ และเมื่อไม่ใช้งานก็พับเก็บได้ง่าย

ประโยชน์ในการใช้งาน

ถุงมุ้งเหมาะกับหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น เกษตรกรรมที่ใช้บรรจุผลผลิตจำนวนมากโดยไม่ทำให้สินค้าเสียหาย การขนส่งที่ต้องการป้องกันสิ่งปนเปื้อน รวมถึงการเก็บรักษาสินค้าในคลังที่ต้องการความสะอาดและระบายอากาศ นอกจากนี้ยังเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าในเชิงธุรกิจ เนื่องจากช่วยลดจำนวนบรรจุภัณฑ์ที่ต้องใช้ และทำให้ขั้นตอนการทำงานคล่องตัวมากขึ้น

พลาสติกปูพื้นสีดำหน้างานต่อเติมป้อมรปภ. ของโรงงานไทยฮง

การเตรียมพื้นที่และปูพลาสติกกันชื้น การวางโครงเหล็กเสริม การเทคอนกรีต รอขึ้นแบบเสา

หน้างานก่อสร้างภายในโรงงานไทยฮงพลาสติก ได้มีการดำเนินงานปูพื้นด้วยพลาสติกสีดำชนิดหนา ขนาดความหนา 0.25 มิลลิเมตร หรือ 250 ไมครอน ก่อนการเทคอนกรีต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความชื้นจากดินไม่ให้ซึมขึ้นมาสู่พื้นคอนกรีต ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้างความแข็งแรงและยืดอายุการใช้งานของพื้นอาคาร

ผลทดสอบPEสีดำ 250ไมครอน L67-01726

จากภาพจะเห็นว่าทีมงานได้จัดการเตรียมพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการปรับเกลี่ยทรายให้เรียบเสมอกัน จากนั้นจึงปูพลาสติกดำคลุมทั่วทั้งพื้นที่ก่อนการวางเหล็กเสริมและเทคอนกรีต ข้อดีของการใช้พลาสติกปูพื้นที่มีความหนา 250 ไมครอน คือสามารถป้องกันความชื้นได้ดีกว่าพลาสติกบางทั่วไป เนื่องจากเนื้อพลาสติกมีความหนาแน่นสูง ความชื้นผ่านได้ยาก อีกทั้งยังมีความเหนียว ทนต่อการฉีกขาด ทำให้คนงานสามารถเดินเหยียบหรือปฏิบัติงานบนแผ่นพลาสติกได้โดยไม่ขาดหรือเสียหาย

พื้นที่ถูกเกลี่ยด้วยทรายที่บดอัดเรียบเสมอเต็มพื้นที่ เพื่อเป็นชั้นรองรับก่อนปูพลาสติกกันชื้นคนงานกำลัง ดึงและจัดวางแผ่นพลาสติกสีดำหนา (ประมาณ 0.25 มม. หรือ 250 ไมครอน) ให้ปกคลุมเต็มพื้นที่คลี่และปรับตำแหน่งแผ่นพลาสติก ให้แนบสนิทกับพื้นทรายมีการ ซ้อนทับระหว่างรอยต่อแผ่นพลาสติก เพื่อป้องกันความชื้นซึมขึ้นมาจากดิน

เมื่อเสริมเหล็กและทำการเทคอนกรีตลงบนพื้นที่ที่ปูพลาสติกไว้แล้ว จะช่วยให้พื้นคอนกรีตมีความแน่นหนา ปราศจากปัญหาความชื้นสะสม ซึ่งมักก่อให้เกิดคราบราดำหรือปัญหาพื้นเปียกชื้นในอนาคต การเลือกใช้พลาสติกปูพื้นคุณภาพสูง จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ช่วยเพิ่มมาตรฐานงานก่อสร้าง และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ว่า งานที่ได้จะมีความทนทาน แข็งแรง และสวยงามยาวนาน

พลาสติกปูพื้น ของไทยฮงพลาสติกถือเป็นวัสดุคุณภาพที่ตอบโจทย์งานก่อสร้างทุกประเภท โดยเฉพาะงานที่ต้องการมาตรฐานสูงในเรื่องการป้องกันความชื้นและความคงทนของโครงสร้าง

หากสนใจสั่งผลิตแผ่นพลาสติกปูพื้นสามารถติดต่อเราได้ที่ @thaihong 

 

ถุงพลาสติกบรรจุอาหารของไทยฮง ผ่านการทดสอบเพาะเชื้อแบคทีเรีย 6 ชนิดจากห้องแล็บ SGS

ผลการทดสอบเพาะเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในคน 6 ชนิด บนถุงพลาสติกบรรจุอาหารของไทยฮง ทดสอบโดย SGS ประเทศไทย
ในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความสะอาดและความปลอดภัยของอาหาร การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวก แต่ยังหมายถึงความมั่นใจด้านสุขอนามัยด้วย ถุง FoodGrade ของไทยฮง ได้ผ่านการทดสอบการปนเปื้อนจุลินทรีย์ก่อโรคในห้องปฏิบัติการของ SGS (Thailand) ซึ่งเป็นหน่วยงานทดสอบมาตรฐานสากล โดยผลการทดสอบล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อก่อโรคที่สำคัญต่อสุขภาพ 5 ชนิด รวมถึงการตรวจนับจุลินทรีย์รวม (Total Plate Count) ที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

ความอันตรายของเชื้อที่ทดสอบ

  • E.coli: เชื้อในกลุ่มโคลิฟอร์มที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสีย อาเจียน และในบางสายพันธุ์อาจก่อโรครุนแรงถึงขั้นไตวายเฉียบพลัน

  • Staphylococcus aureus: พบได้บ่อยในผิวหนังและทางเดินหายใจ การปนเปื้อนอาหารอาจก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษเฉียบพลัน เช่น อาเจียนและปวดท้อง

  • Bacillus cereus: เชื้อที่สร้างสปอร์ได้ มักพบในอาหารแห้งหรืออาหารที่เก็บไว้นาน ก่อให้เกิดอาการท้องเสียหรืออาเจียน

  • Salmonella spp.: เชื้อที่พบมากในเนื้อสัตว์และไข่ สามารถก่อให้เกิดไข้ไทฟอยด์หรืออาหารเป็นพิษได้

  • Clostridium perfringens: เชื้อที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วไปและในลำไส้คน หากอาหารปนเปื้อนและเก็บไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดอาการท้องเสียเฉียบพลัน

  • Total Plate Count: เป็นการตรวจนับจุลินทรีย์รวมทั้งหมด ซึ่งค่าที่ต่ำแสดงถึงความสะอาดและความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์

เหตุผลที่ควรเลือกใช้ถุง FoodGrade ไทยฮง

  • ผ่านมาตรฐาน SGS Lab FoodGradeรวม 435 14-02-2025HL_202502_REPORT_NO_6134352 ระดับสากล

  • ผลการทดสอบยืนยันว่า ไม่พบเชื้อก่อโรค ทั้ง 5 ชนิด

  • ใช้วัตถุดิบ Food Grade และกระบวนการผลิตที่ควบคุมความสะอาดเข้มงวด

มั่นใจได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิตจนถึงมือผู้บริโภค

นอกจากผลการทดสอบที่ยืนยันว่า ถุง FoodGrade ของไทยฮงปลอดจากเชื้อก่อโรค ทั้ง E.coli, Salmonella และเชื้อจุลินทรีย์อันตรายอื่น ๆ แล้ว กระบวนการผลิตของเรายังอยู่ภายใต้ระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบเกรดอาหาร ไปจนถึงการบรรจุและการจัดเก็บ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าถุงทุกใบที่ส่งถึงมือลูกค้านั้นสะอาด ปลอดภัย และเหมาะสมกับการบรรจุอาหารอย่างแท้จริง การเลือกใช้ถุงของไทยฮงจึงไม่ใช่แค่การเลือกบรรจุภัณฑ์ แต่คือการเลือก “มาตรฐานความปลอดภัย” ที่ช่วยปกป้องผู้บริโภคและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกธุรกิจอาหาร

ถุงพลาสติกสูตรเหนียวพิเศษ จากโรงงานไทยฮง

เมื่อพูดถึงถุงพลาสติก หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงวัสดุบรรจุธรรมดา แต่สำหรับโรงงานไทยฮง เรามองว่ามันคือด่านแรกในการปกป้องสินค้าของคุณให้ถึงมือลูกค้าอย่างปลอดภัย จึงได้พัฒนาสูตรพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริง โดยเพิ่มเม็ดพลาสติก LLDPE เกรด C6 ของ ExxonMobil ลงในกระบวนการผลิต

ทดสอบการรับน้ำหนักและความเหนียวของถุงพลาสติกเม็ด C6

    เม็ดพลาสติกเกรด C6 นี้มีความแข็งแรงกว่าเม็ดพลาสติก LLDPE ทั่วไปเกรด C4 ถึง 2 เท่า และทนต่อการทิ่มจากของมีคมได้มากกว่า 7 เท่า ส่งผลให้ถุงมีความเหนียวสูง ไม่ขาดง่าย แม้ต้องรับน้ำหนักมากหรือเจอกับสินค้าที่มีขอบคม ตัวอย่างจากการทดสอบจริง ถุงสามารถบรรจุวัสดุหนักหลายกิโลกรัมได้อย่างมั่นใจโดยไม่ฉีกขาด

     นอกจากความทนทาน ถุงยังคงความยืดหยุ่นและนุ่มมือ ไม่แข็งกระด้าง ทำให้สะดวกต่อการใช้งานทั้งในโรงงาน ร้านค้า และภาคเกษตร เหมาะกับสินค้าที่ต้องการการปกป้องพิเศษ เช่น ชิ้นส่วนเครื่องจักร อะไหล่โลหะ ผลผลิตทางการเกษตร หรือสินค้าที่ต้องขนส่งทางไกล

     เลือกใช้ ถุงพลาสติกสูตรเหนียวพิเศษจากไทยฮง เพื่อให้ทุกการขนส่งของคุณมั่นใจได้มากกว่าที่เคย เพราะเราใส่ใจตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงขั้นตอนการผลิต เพื่อให้คุณได้ถุงที่แข็งแรง ทนทาน และพร้อมใช้งานจริงในทุกสถานการณ์

ความแตกต่างระหว่างแม่สีขาว Calcium กับ Titanium

รูปภาพแม่สีขาว Calcium และ Titanium วางคู่กัน

เมื่อพูดถึง “แม่สีขาว” ในงานพลาสติก หมึกพิมพ์ สีทาอุตสาหกรรม หรือเคลือบผิว วัตถุดิบที่เจอบ่อยมีอยู่สองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ Calcium Carbonate (CaCO₃) และ Titanium Dioxide (TiO₂) หลายคนมองว่าทั้งคู่ให้ผลเป็นสีขาวเหมือนกัน แต่ในเชิงเทคนิคและการใช้งานจริง ความต่างค่อนข้างชัด ทั้งด้านความขาว ความทึบแสง ความทนทานต่อสภาพแวดล้อม รวมถึงต้นทุนต่อกิโลกรัมและต้นทุนต่อชิ้นงาน

Calcium (CaCO₃)

ภาพรวม
Calcium เป็นผงแร่สีขาวที่นิยมใช้เป็นสารเติมแต่ง (filler) ในเม็ดสีและคอมพาวด์ ใช้ง่าย ราคาประหยัด เหมาะกับงานที่ไม่ต้องการ “ขาวจัด” หรือความทึบสูงมาก

ข้อดี

  • ช่วยลดต้นทุนได้มาก เหมาะกับงานปริมาณสูง

  • ปรับความหนืดและช่วยการขึ้นรูปให้เสถียรในหลายสูตร

  • ให้สัมผัสผิวที่ “แน่น” และช่วยเพิ่มความแข็งในบางระบบเรซิน

ข้อเสีย

  • ความขาว ความสว่าง และความทึบแสงต่ำกว่า Titanium

  • ใส่ปริมาณสูงเกินไปอาจทำให้ชิ้นงานเปราะ แตกง่าย

  • ไม่เด่นเรื่องทนรังสี UV สีอาจซีดหรือเหลืองไวกว่าในงานกลางแจ้ง

เหมาะกับงานแบบไหน
บรรจุภัณฑ์ชั้นใน ถุงพลาสติกทั่วไป ชิ้นส่วนที่เน้นความคุ้มค่า งานที่สีขาว “พอใช้” ไม่ต้องขาวจัด และใช้งานในร่มเป็นหลัก

Titanium (TiO₂)

ภาพรวม
Titanium Dioxide เป็นเม็ดสีขาวที่ขึ้นชื่อเรื่องความทึบแสงและความสว่างสูงมาก เม็ดสีจิ๋ว ๆ ของมันมีความสามารถกระเจิงแสงดี จึง “ปิดพื้น” ได้ไว ใช้ไม่มากก็ขาวสะอาดตา

ข้อดี

  • ให้ความขาวสว่างและความทึบแสงสูงมาก พื้นผิวดูสะอาด เงางาม

  • ทนรังสี UV สีเสถียร เหมาะกับงานกลางแจ้งหรือสินค้าพรีเมียม

  • ช่วยคุณภาพการพิมพ์และการเคลือบให้สีคมชัด

ข้อเสีย

  • ราคาสูงกว่า Calcium อย่างมีนัยสำคัญ

  • ต้องใส่สารช่วยกระจาย (dispersant) และควบคุมกระบวนการให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจเกิดการรวมตัวเป็นก้อน จุดด่าง หรือผิวส้ม

เหมาะกับงานแบบไหน
บรรจุภัณฑ์สินค้าพรีเมียม ฉลากและงานพิมพ์ งานที่ต้องการขาวจัด ปิดพื้นดี ทนแดด เช่น อุปกรณ์กลางแจ้ง เฟอร์นิเจอร์สนาม หรือชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่ต้องรักษาหน้าตาในระยะยาว

เลือกอย่างไรให้คุ้ม

คิดแบบง่าย ๆ คือ หาก “เน้นต้นทุนและปริมาณ” และสเปกสีขาวไม่เข้มงวดมาก ให้เริ่มที่ Calcium แล้วพิจารณาปรับสัดส่วนให้สมดุล แต่ถ้า “เน้นคุณภาพภาพลักษณ์ ความทน UV และความขาวระดับสูง” Titanium จะตอบโจทย์กว่า ในหลายกรณี สูตรที่ดีอาจผสมทั้งสองเพื่อให้ได้ความคุ้มค่าและคุณภาพที่สมดุล ขึ้นกับเรซิน กระบวนการ และเงื่อนไขการใช้งานจริง


ที่โรงงานไทยฮง เราผลิตแม่สีขาวได้ทั้ง เกรด Calcium และ เกรด Titanium พร้อมช่วยออกแบบสูตรให้เหมาะกับงานของลูกค้า ไม่ว่าจะเน้น ราคา หรือ สมรรถนะการใช้งาน ทีมเทคนิคของเรายินดีแนะนำให้เลือกแม่สีที่คุ้มค่าที่สุด ตอบโจทย์ทั้งด้านความสวยงาม ความทนทาน และงบประมาณของคุณ