
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศให้ความสำคัญกับปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากขึ้น โดยเฉพาะสหภาพยุโรปที่ได้ออกข้อกำหนด PPWR หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation เพื่อกำหนดแนวทางเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันภายในสหภาพยุโรป
ปัจจุบัน PPWR อยู่ภายใต้ Regulation (EU) 2025/40 และเริ่มนำข้อกำหนดมาใช้เป็นระยะตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป เป้าหมายสำคัญไม่ได้มีเพียงการลดปริมาณขยะ แต่ยังครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การเลือกใช้วัตถุดิบ การรีไซเคิล การนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ซ้ำ ไปจนถึงการลดการใช้พลาสติกใหม่หรือ Virgin Plastic ในอนาคต
PPWR เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างไร?
หนึ่งในประเด็นที่ผู้ผลิตและผู้ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกควรเตรียมความพร้อม คือ สัดส่วนของวัสดุรีไซเคิล (Recycled Content)
ตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป PPWR กำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของวัสดุรีไซเคิลที่มาจากขยะพลาสติกหลังการบริโภค หรือ Post-Consumer Recycled: PCR แตกต่างกันตามประเภทของบรรจุภัณฑ์ เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติกบางประเภทที่ไม่อยู่ในกลุ่มบรรจุภัณฑ์สัมผัสที่มีความอ่อนไหวและขวดเครื่องดื่มพลาสติก จะมีเป้าหมายขั้นต่ำ 35% ขณะที่บรรจุภัณฑ์ประเภทอื่นมีสัดส่วนที่แตกต่างกัน และข้อกำหนดจะเพิ่มสูงขึ้นอีกในปี 2040
ดังนั้น ผู้ประกอบการที่มีการส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรป หรือเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ของบริษัทที่จำหน่ายสินค้าในยุโรป ควรเริ่มตรวจสอบประเภทของบรรจุภัณฑ์และวางแผนเลือกใช้วัตถุดิบให้เหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ
PPWR ให้ความสำคัญกับสารอันตรายด้วย
นอกจากเรื่องการรีไซเคิลแล้ว PPWR ยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับสารที่อาจเป็นอันตรายในบรรจุภัณฑ์ โดยกำหนดให้ผลรวมของ ตะกั่ว (Lead), แคดเมียม (Cadmium), ปรอท (Mercury) และโครเมียมเฮกซะวาเลนต์ (Hexavalent Chromium) จากสารที่มีอยู่ในบรรจุภัณฑ์หรือส่วนประกอบของบรรจุภัณฑ์ต้องไม่เกิน 100 mg/kg
อีกประเด็นสำคัญที่เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2026 คือข้อจำกัดเกี่ยวกับ PFAS ในบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหาร ซึ่งมีการกำหนดค่าความเข้มข้นสูงสุดไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นผู้ประกอบการควรพิจารณาข้อกำหนดตามลักษณะการใช้งานจริงของบรรจุภัณฑ์แต่ละชนิด ไม่ควรพิจารณาเฉพาะชนิดของพลาสติกเพียงอย่างเดียว
ไทยฮงเตรียมพร้อมด้านการควบคุมสารและวัตถุดิบรีไซเคิล
บริษัท ไทยฮง พลาสติก อินดัสทรี จำกัด ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์พลาสติก โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีผลการทดสอบ RoHS เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการควบคุมสารอันตราย และในกระบวนการผลิตไม่มีการใช้สารต้องห้ามตามข้อกำหนดที่บริษัทควบคุม
อย่างไรก็ตาม RoHS และ PPWR เป็นข้อกำหนดคนละส่วนกัน การมีผลทดสอบ RoHS จึงไม่ควรตีความว่าเป็นการรับรองการปฏิบัติตาม PPWR ทุกข้อโดยอัตโนมัติ หากลูกค้ามีข้อกำหนดเฉพาะ เช่น PFAS, Recycled Content หรือข้อกำหนดสำหรับ Food Contact Packaging ควรมีการตรวจสอบเพิ่มเติมตามประเภทสินค้าและการนำไปใช้งาน
ไทยฮงสามารถผลิตถุงพลาสติกเกรด PIR และ PCR ได้
เพื่อรองรับแนวโน้มของตลาดและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม ไทยฮงสามารถผลิตถุงพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้วัตถุดิบรีไซเคิลทั้ง PIR และ PCR ตามความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์และข้อกำหนดของลูกค้า
PIR (Post-Industrial Recycled) คือวัตถุดิบที่นำเศษพลาสติกจากกระบวนการอุตสาหกรรมกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง ช่วยลดการสูญเสียวัตถุดิบและลดการใช้เม็ดพลาสติกใหม่
ส่วน PCR (Post-Consumer Recycled) คือพลาสติกที่ผ่านการใช้งานโดยผู้บริโภคแล้ว ก่อนถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพื่อผลิตเป็นวัตถุดิบอีกครั้ง ซึ่ง PCR เป็นส่วนที่มีความสำคัญโดยตรงต่อข้อกำหนด Recycled Content ของ PPWR ใน Article 7
ลูกค้าสามารถสอบถามไทยฮงเพื่อพิจารณาการผลิตถุงพลาสติกที่มี สัดส่วน PIR หรือ PCR ตามความต้องการ โดยสัดส่วนที่สามารถใช้ได้จริงจะขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า คุณสมบัติที่ต้องการ ความแข็งแรง สี ลักษณะการใช้งาน และข้อกำหนดของลูกค้า
เตรียมบรรจุภัณฑ์วันนี้ เพื่อรองรับกฎ PPWR ในอนาคต
PPWR ทำให้ทิศทางของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในยุโรปชัดเจนขึ้นว่า บรรจุภัณฑ์ในอนาคตต้องคำนึงถึงการรีไซเคิล การลดขยะ การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบรีไซเคิล
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเตรียมผลิตภัณฑ์เพื่อส่งออกไปยังตลาดยุโรป การเริ่มวางแผนตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบถือเป็นเรื่องสำคัญ
ไทยฮงพร้อมให้คำปรึกษาและผลิตถุงพลาสติกรีไซเคิล PE ทั้งเกรดทั่วไปและเกรดรีไซเคิล PIR/PCR ตามความต้องการของลูกค้า เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับแนวโน้มด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับข้อกำหนด PPWR ที่จะทยอยมีผลบังคับใช้ในสหภาพยุโรป








