Forever chemicals ในพลาสติกคืออะไร

PFAS (Per- และ Polyfluoroalkyl Substances)

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรามักได้ยินคำว่า Forever chemicals หรือสารเคมีที่แทบไม่สลายตัวตามธรรมชาติ คำนี้มักใช้เรียกกลุ่มสาร PFAS (Per- และ Polyfluoroalkyl Substances) ซึ่งถูกใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น เคลือบไม่ติดน้ำ–ไม่ติดไขมัน ฉนวนกันความร้อน เสื้อผ้ากันน้ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์พลาสติกบางชนิดด้วย สารเหล่านี้มีโครงสร้างทางเคมีที่เสถียรมากจนแทบไม่แตกตัว แม้ผ่านเวลาหลายสิบปี จึงเกิดชื่อเล่นว่า “สารอมตะ” หรือ “สารที่อยู่ตลอดไป”

ปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเมื่อสาร PFAS หลุดรอดสู่สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะจากภาคอุตสาหกรรมหรือการกำจัดขยะ สารเหล่านี้สามารถสะสมในดิน แหล่งน้ำ สัตว์น้ำ และย้อนกลับมาสู่มนุษย์ได้โดยง่าย งานวิจัยจำนวนมากพบว่าการสะสมของ PFAS อาจเชื่อมโยงกับความผิดปกติของระบบฮอร์โมน ลดประสิทธิภาพภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพบางชนิด นอกจากนี้ PFAS ยังแทบไม่ย่อยสลาย ทำให้เป็นภาระต่อระบบจัดการขยะและสร้างผลกระทบสะสมระยะยาวต่อระบบนิเวศ

พลาสติกจากไทยฮงปลอดสาร Forever chemicals

สำหรับผู้ผลิตหลายรายเริ่มให้ความสำคัญกับการหลีกเลี่ยงสารประเภทนี้ หนึ่งในนั้นคือ ไทยฮง ซึ่งเป็นโรงงานผลิตถุงพลาสติกและมาสเตอร์แบทช์ที่มุ่งเน้นความปลอดภัยและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม วัตถุดิบพลาสติกประเภท HDPE, LDPE รวมถึงมาสเตอร์แบทช์อื่น ๆ ที่มาจากไทยฮง ไม่มีการเติมสาร PFAS หรือ Forever chemicals ในกระบวนการผลิต ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าวัสดุที่นำไปใช้ต่อในบรรจุภัณฑ์ ของใช้ หรือชิ้นงานต่าง ๆ จะไม่ปนเปื้อนสารที่ก่อความเสี่ยงต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

ถุงพลาสติกก้น 6 เหลี่ยม หรือถุงมุ้งที่มี 3 รอยซีล

ถุงพลาสติก 6 เหลี่ยม

ถุงพลาสติกก้น 6 เหลี่ยมคืออะไร และเหมาะกับงานแบบไหน

ถุงพลาสติกก้น 6 เหลี่ยม เป็นรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบให้ฐานด้านล่างมีลักษณะเป็นหกเหลี่ยม เพื่อช่วยให้ถุงขยายตัวได้สวยงามและเข้ารูปเมื่อรองหรือคลุมสินค้า ลักษณะพิเศษนี้ต่างจากถุงแบนทั่วไป เพราะช่วยลดปัญหาพลาสติกยับหรือเกินออกมาบริเวณก้นถัง รวมถึงช่วยให้การจัดวางหรือใช้งานในพื้นที่จำกัดทำได้เรียบร้อยและเป็นระเบียบมากขึ้น

ถุงก้น6เหลี่ยม-ทดสอบการรั่วซึม

ถุงประเภทนี้มักถูกเลือกใช้กับงานที่ต้องการความเข้ารูปเป็นพิเศษ เช่น การรองในถังหรือบาร์เรลที่มีลักษณะลึก เพราะก้นถุงจะคลี่ขยายตามพื้นที่จริง ทำให้ไม่มีสันหรือมุมเหลืออยู่ด้านล่าง ช่วยป้องกันของเหลวหรือวัสดุที่บรรจุไหลเข้าไปติดตามรอยพับ ลดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนหรือทำความสะอาดยาก อีกทั้งยังเหมาะกับการคลุมสินค้าที่ต้องการความเรียบร้อย ไม่มีส่วนเกินของพลาสติกโผล่ออกมาให้เกะกะ ไม่ว่าจะเป็นงานคลุมถาด ยางดิบ วัตถุดิบอุตสาหกรรม หรือสินค้าที่ต้องการเก็บรักษาให้คงรูป

อีกข้อดีที่ทำให้ถุงก้น 6 เหลี่ยมเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยม คือการใช้งานที่ประหยัดพลาสติกมากกว่าถุงทรงมาตรฐานในหลายกรณี เนื่องจากทรงก้นหกเหลี่ยมช่วยกระจายน้ำหนักและแรงดันได้ดี ทำให้เลือกความหนาได้เหมาะสมขึ้นโดยไม่กระทบต่อความแข็งแรง นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผู้ใช้งานทำงานได้สะดวกกว่าเมื่อเทียบกับถุงที่เป็นแบบก้นเหลี่ยมหรือก้นเรียบ เพราะสามารถวางเข้ามุมถังหรือรองผลิตภัณฑ์ได้ทันทีโดยไม่ต้องปรับหรือดึงให้เข้ารูปเอง

สำหรับงานผลิตของ ไทยฮง

ถุงก้น 6 เหลี่ยมถือเป็นหนึ่งในสินค้าที่ได้รับการพัฒนาอย่างพิถีพิถัน ทั้งด้านความแข็งแรง ความสม่ำเสมอของความหนา และความแม่นยำของทรงก้น ทีมงานให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเม็ดพลาสติก การตั้งค่ากระบวนการผลิต ไปจนถึงการตรวจสอบขนาดจริงก่อนจัดส่ง เพื่อให้ลูกค้าสามารถนำไปใช้งานได้อย่างมั่นใจ

ไทยฮงยังสามารถผลิตได้หลายขนาดตามการใช้งาน ทั้งงานอุตสาหกรรม งานบรรจุสินค้าเกษตร วัตถุดิบประเภทผงหรือของเหลว รวมถึงงานผลิตแบบเร่งด่วนตามออเดอร์ โดยรองรับการผลิตทั้งปริมาณน้อย กลาง และจำนวนมาก เพื่อให้เหมาะกับธุรกิจทุกระดับ

ถุงก้น 6 เหลี่ยมจากไทยฮงจึงไม่ใช่แค่บรรจุภัณฑ์ทั่วไป แต่เป็นทางเลือกที่ช่วยให้การทำงานของลูกค้าราบรื่น ประหยัดเวลา และดูเรียบร้อยแบบมืออาชีพในทุกขั้นตอนของการใช้งาน

 

ขอขอบคุณลูกค้าที่สั่งผลิตถุงพลาสติกบรรจุของช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่

ขอขอบคุณบริษัท ศรีตรังโกลฟ์ ที่ไว้วางใจเลือกใช้บริการจากไทยฮงพลาสติก

สำหรับการผลิตถุงพลาสติกพิมพ์ลายแบบเร่งด่วน เพื่อใช้บรรจุสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในครั้งนี้ ความเชื่อมั่นที่ท่านมอบให้ ถือเป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้ทีมงานของเราเร่งดำเนินงานทุกขั้นตอนอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้สินค้าส่งถึงมือท่านได้ตามเวลาที่กำหนดโดยไม่ลดทอนคุณภาพ

ในสถานการณ์ที่ต้องการความรวดเร็ว ความแม่นยำ และความพร้อมของระบบการผลิต การได้รับโอกาสจากลูกค้ารายสำคัญเช่นศรีตรังโกลฟ์ ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของสินค้าแต่ละชิ้นว่าไม่ได้เป็นเพียง
“ถุงพลาสติก” แต่เป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ที่กำลังเดือดร้อน เราขอชื่นชมการทำงานที่มุ่งมั่นของทางบริษัทและทุกทีมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีส่วนผลักดันให้การส่งมอบความช่วยเหลือเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ถุงขาวนมพิมพ์ลาย

ถุง HD สีขาวนมพิมพ์ลาย บรรจุใส่เสื้อชูชีพ

ไทยฮงพลาสติกพร้อมรองรับงานผลิตถุงพิมพ์ลายและงานสกรีนโลโก้ตามความต้องการของลูกค้า ทั้งในรูปแบบถุงขาวนม HDPE พิมพ์ 1 สี ซึ่งเหมาะกับงานบรรจุสินค้าทั่วไป งานกิจกรรม งานประชาสัมพันธ์ รวมถึงงานเฉพาะทางที่ต้องการความเรียบร้อยและความคมชัดของลวดลาย เรามีเครื่องจักรที่รองรับงานเร่งด่วน พร้อมทีมงานตรวจสอบคุณภาพทุกขั้นตอน เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าสินค้าที่ได้รับมีมาตรฐานสม่ำเสมอ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทยฮงฯ พัฒนาระบบผลิตให้ตอบสนองกับรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นถุงสำหรับธุรกิจค้าปลีก โรงงานอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ รวมไปถึงองค์กรที่ต้องการใช้ถุงสำหรับกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เราให้ความสำคัญกับความทนทาน ความสะอาด และความเหมาะสมของวัสดุ เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้อย่างมั่นใจ

 

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณศรีตรังโกลฟ์อีกครั้งที่มอบความไว้วางใจให้ไทยฮงพลาสติกได้มีส่วนร่วมในงานที่มีความหมายเช่นนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ร่วมงานและสนับสนุนความต้องการของท่านในโอกาสต่อไป และไทยฮงฯ พร้อมดูแลทุกคำสั่งผลิตของลูกค้าทุกท่านด้วยความตั้งใจเช่นเดิมเสมอ

ใช้ถุงพลาสติก HDPE และ LDPE อย่างปลอดภัย

ใช้ถุงพลาสติก HDPE และ LDPE อย่างปลอดภัย ควรรู้จุดหลอมเหลว จุดอ่อนตัว และจุดวาบไฟ

เมื่อเรานำถุงพลาสติกไปใช้ในงานที่เกี่ยวข้องกับความร้อน เช่น การใส่อาหารร้อน หรือใช้ร่วมกับภาชนะอุ่น ๆ สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ “พฤติกรรมของพลาสติกเมื่อถูกความร้อน” เพราะแต่ละชนิดจะมีอุณหภูมิที่เริ่มอ่อนตัวหรือเสี่ยงต่อการละลายแตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะพลาสติกยอดนิยมอย่าง HDPE และ LDPE ที่ถูกนำมาทำถุงหูหิ้วและถุงใส่อาหารจำนวนมาก
กราฟ Melting Point (จุดหลอมเหลว) Softening Point (จุดอ่อนตัว)

ความหมายของอุณหภูมิต่าง ๆ

  • Melting Point (จุดหลอมเหลว) คืออุณหภูมิที่พลาสติกเริ่มเปลี่ยนจากของแข็งเป็นของเหลวอย่างสมบูรณ์ หากโดนถึงระดับนี้เนื้อพลาสติกจะละลายทันที

  • Softening Point (จุดอ่อนตัว) คืออุณหภูมิที่พลาสติกเริ่มนิ่มตัว บิดงอหรือเสียรูปง่าย แม้ยังไม่ถึงขั้นละลาย แต่โครงสร้างเริ่มเปลี่ยน ทำให้ไม่เหมาะกับการสัมผัสอาหารร้อน

  • Flash Point (จุดวาบไฟ) คืออุณหภูมิที่ไอระเหยของพลาสติกสามารถติดไฟได้เมื่อมีประกายไฟ เป็นจุดที่ไม่ควรให้วัสดุเข้าใกล้เป็นอย่างยิ่ง

อุณหภูมิของพลาสติก HDPE และ LDPE

โดยทั่วไป พลาสติกทั้งสองชนิดมีค่าดังนี้
HDPE

  • Softening Point: ประมาณ 110–120°C

  • Melting Point: ประมาณ 125–135°C

  • Flash Point: ประมาณ 340–360°C

LDPE

  • Softening Point: ประมาณ 90–100°C

  • Melting Point: ประมาณ 105–115°C

  • Flash Point: ประมาณ 330–350°C

คำแนะนำเพื่อการใช้งานอย่างปลอดภัย

แม้ค่าจุดหลอมเหลวจะดูสูง แต่การใช้งานจริงไม่ควรให้ถุงสัมผัสความร้อนเกิน Softening Point เพราะเมื่อพลาสติกเริ่มอ่อนตัว โครงสร้างอาจเสื่อมสภาพ เกิดการบิดเบี้ยว หรือมีโอกาสที่สารบางชนิดที่ตกค้างในพลาสติกจะปนเปื้อนลงสู่อาหารได้ง่ายขึ้น ดังนั้น หากต้องใส่อาหารร้อน ควรรอให้อุณหภูมิลดลงหรือใช้ภาชนะที่ทนความร้อนโดยเฉพาะแทนถุงพลาสติกทั่วไป

การรู้ค่าทางความร้อนของพลาสติกที่ใช้อยู่ จะช่วยให้ผู้ใช้งานตัดสินใจได้ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น และลดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนในอาหาร ช่วยให้การใช้ถุง HDPE และ LDPE ในชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างปลอดภัยที่สุด

                            ถุงใส่อาหารร้อน                                       ถุงใส่อาหารร้อน

การเจาะรูระบายอากาศบนถุงพลาสติก

ถุงพลาสติกเนื้อ HDPE สีเหลือง เจาะรูระบายอากาศ สำหรับรองในลังบรรจุผลไม้
ถุงพลาสติกถือเป็นวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร เสื้อผ้า และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป หนึ่งในเทคนิคที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานของถุงพลาสติกคือ “การเจาะรูระบายอากาศ” ซึ่งเป็นขั้นตอนเล็ก ๆ แต่มีความสำคัญอย่างมากต่อคุณภาพของสินค้าและความปลอดภัยของผู้ใช้

ประโยชน์ของการเจาะรูบนถุงพลาสติก นั้นมีหลายประการ อันดับแรกคือช่วย “ระบายอากาศและความชื้น” ภายในถุง ทำให้สินค้าภายในไม่อับหรือเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหารสด ผัก หรือผลไม้ นอกจากนี้ยังช่วย “ป้องกันการควบแน่นของไอน้ำ” ที่อาจทำให้เกิดเชื้อรา หรือความเสียหายต่อสินค้าได้ อีกทั้งการเจาะรูยังช่วย “ลดความเสี่ยงจากการขาดอากาศหายใจ” ในกรณีที่เด็กเล็กนำถุงมาครอบศีรษะ ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายโรงงานให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง

ที่ โรงงานไทยฮง เรามีบริการ “เจาะรูตามสั่ง” สำหรับลูกค้าที่ต้องการถุงพลาสติกที่เหมาะสมกับการใช้งานเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็น รูแบบกลมขนาด 5 มิลลิเมตร 8 มิลลิเมตร ไปจนถึง 2.5 เซนติเมตร, รูแบบเครื่องหมายบวก (+) หรือแม้แต่ ช่องลมบริเวณก้นถุง ซึ่งช่วยให้ถุงไม่พองลมขณะบรรจุสินค้า โรงงานไทยฮงใช้เครื่องจักรคุณภาพสูงในการเจาะรูทุกประเภท เพื่อให้ได้รูที่เรียบคม สม่ำเสมอ และไม่ทำให้โครงสร้างของถุงเสียหาย

การเจาะรูระบายอากาศจึงไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มรูเล็ก ๆ บนถุงพลาสติก แต่เป็นการออกแบบที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของสินค้า เพิ่มความปลอดภัย และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรมได้อย่างครบถ้วน โรงงานไทยฮงพร้อมให้คำแนะนำและผลิตงานตามแบบที่ลูกค้าต้องการด้วยคุณภาพที่มั่นใจได้ในทุกขั้นตอน

พลาสติก PE (Polyethylene) ใช้เวลาย่อยสลายกี่ปี

ระยะการย่อยสลายของพลาสติก แต่ละชนิด

พลาสติก PE (Polyethylene) ใช้เวลาย่อยสลายกี่ปี? กระบวนการย่อยสลายและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

พลาสติก PE เป็นพลาสติกที่ผลิตมากที่สุดในโลก (พบในถุงหูหิ้ว ฟิล์มห่อ แพ็กเกจจิ้งต่าง ๆ) จุดเด่นคือโครงสร้างโพลีเมอร์สายยาวที่ทนต่อการสลายด้วยจุลินทรีย์ ทำให้เมื่อถูกทิ้งในสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะที่แสงแดดส่องไม่ถึง เช่น หลุมฝังกลบ การย่อยสลายเป็นไปอย่างเชื่องช้าหลายร้อยปี งานทบทวนและการศึกษาหลายชิ้นระบุว่า “เวลา” ที่พลาสติกถุงซึ่งส่วนใหญ่ทำจาก PE จะสลายตัวได้นั้นกว้างมากตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักหลายร้อยปี ขึ้นกับสภาพแวดล้อม โดยในทะเลและแหล่งธรรมชาติทั่วไปมักประเมินเป็น “หลายร้อยปี” ส่วนในหลุมฝังกลบที่ขาดแสง UV อาจยืดออกไปอีกมาก, ขณะที่แหล่งข้อมูลสาธารณะหลายแห่งสรุปตัวเลขเชิงประมาณ เช่น หลายร้อยปีสำหรับชิ้นพลาสติกทั่วไป และช่วงกว้าง 10–1,000 ปีสำหรับถุงบาง ทั้งนี้เป็นค่าประมาณ ไม่ใช่ “เวลาตายตัว” เพราะขึ้นกับแสง UV อุณหภูมิ ออกซิเจน และความชื้นเป็นสำคัญ.

เมื่อถูกทิ้ง กลไกหลักที่ทำให้ PE เสื่อมสภาพคือ “โฟโต–ออกซิเดชัน” (photo-oxidation): หมู่โครโมฟอร์หรือสิ่งปนเปื้อนในเนื้อพลาสติกดูดซับรังสี UV แล้วกระตุ้นปฏิกิริยาออกซิเดชัน เกิดหมู่คาร์บอนิลบนสายโซ่ เกิดการตัดสาย (chain scission) ทำให้พลาสติกเปราะ แตกหัก และแตกตัวเป็นชิ้นเล็กลงเรื่อย ๆ กระบวนการคล้ายกันเกิดได้จากความร้อนและออกซิเจน (thermal-oxidation) ผลลัพธ์คือจากแผ่นหรือชิ้นใหญ่ ๆ ค่อย ๆ กลายเป็นไมโครพลาสติก (≤5 มม.) และนาโนพลาสติก ซึ่งไม่ได้ “หายไป” แต่แค่แตกละเอียดลง.

สำหรับ “การย่อยสลายทางชีวภาพ” ของ PE งานวิชาการสรุปว่าหลักฐานยังจำกัดมาก เมื่อเทียบกับโพลีเมอร์ที่ย่อยสลายได้โดยจุลินทรีย์ประเภทอื่น ๆ แม้มีรายงานความก้าวหน้าด้านจุลินทรีย์/เอนไซม์ และแมลงบางชนิดช่วยย่อยส่วนหนึ่ง แต่ยังอยู่ในระดับวิจัย และยังไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาระดับมหภาคในสภาพแวดล้อมจริง.

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่สำคัญคือ “ไมโครพลาสติก” ไหลเวียนในระบบนิเวศทะเล ตั้งแต่ผิวน้ำถึงตะกอนพื้นทะเล สัตว์น้ำกินเข้าไปสะสมในห่วงโซ่อาหาร สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและชุมชนชายฝั่ง และปัจจุบันพบไมโครพลาสติกในตัวอย่างร่างกายมนุษย์หลายชนิด (รวมถึงรก) แม้ผลต่อสุขภาพมนุษย์ยังอยู่ระหว่างศึกษา แต่มีความกังวลเรื่องการอักเสบ ความเป็นพิษระดับเซลล์ และสารเคมีที่อาจหลุดออกจากพลาสติก.

สรุป: พลาสติก PE ไม่ได้ “ย่อยสลายหายไป” อย่างรวดเร็ว แต่ค่อย ๆ เสื่อมสภาพจากแสงและออกซิเจน จนแตกตัวเป็นชิ้นเล็กมากและคงอยู่ได้นานตั้งแต่หลายสิบถึงหลายร้อยปีหรือมากกว่านั้นในสภาพไร้แสง กระบวนการนี้ก่อไมโครพลาสติกที่แพร่กระจายไปในระบบนิเวศและอาจกระทบต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม การลดใช้ ออกแบบเพื่อรีไซเคิล และการจัดการขยะที่ถูกต้อง จึงยังเป็นแนวทางหลักในการลดผลกระทบจาก PE ในปัจจุบัน.

พลาสติก PE (Polyethlene) ทำมาจากอะไร

กระบวนการผลิตพลาสติกผลิตจากการกลั่นน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ

                 พลาสติกโพลีเอทิลีน (Polyethylene หรือ PE) ถือเป็นหนึ่งในวัสดุพลาสติกที่ถูกนำมาใช้มากที่สุดในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ถุงหูหิ้ว บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงท่อน้ำและอุปกรณ์อุตสาหกรรม กระบวนการผลิตเริ่มต้นจากวัตถุดิบสำคัญ คือ ก๊าซเอทิลีน (Ethylene) ซึ่งได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ

เอทิลีนเป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่มีพันธะคู่ เมื่อนำเข้าสู่เครื่องปฏิกรณ์ที่ออกแบบมาเฉพาะ จะถูกควบคุมด้วย แรงดันสูงและอุณหภูมิที่เหมาะสม กระบวนการนี้เรียกว่า โพลีเมอไรเซชัน (Polymerization) ซึ่งทำให้โมเลกุลเอทิลีนเชื่อมต่อกันเป็นสายยาว กลายเป็นโพลีเมอร์ที่มีคุณสมบัติแข็งแรงและยืดหยุ่น

การใช้แรงดันสูงเพื่อให้ได้พลาสติกที่อ่อนนุ่ม เหมาะสำหรับถุงพลาสติกหรือฟิล์มบรรจุภัณฑ์

                เงื่อนไขของอุณหภูมิและแรงดันในเครื่องปฏิกรณ์มีความสำคัญมาก หากควบคุมไม่ถูกต้อง จะไม่ได้คุณสมบัติที่ต้องการของพลาสติก ตัวอย่างเช่น การผลิต LDPE (Low Density Polyethylene) ต้องใช้แรงดันสูงเพื่อให้ได้พลาสติกที่อ่อนนุ่ม เหมาะสำหรับถุงพลาสติกหรือฟิล์มบรรจุภัณฑ์ ในขณะที่ HDPE (High Density Polyethylene) ผลิตที่แรงดันและอุณหภูมิที่ต่ำกว่า ทำให้ได้พลาสติกที่แข็งแรง เหมาะกับท่อน้ำหรือภาชนะที่ต้องการความทนทาน

             เมื่อกระบวนการโพลีเมอไรเซชันเสร็จสิ้น พลาสติกที่ได้จะถูกนำไปผ่านการทำให้เย็นและแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติก ซึ่งเม็ดเหล่านี้จะเป็นวัตถุดิบสำหรับผู้ผลิตถุง ฟิล์ม แผ่น หรือชิ้นงานพลาสติกชนิดต่าง ๆ ต่อไป

             จากขั้นตอนทั้งหมดจะเห็นว่า พลาสติก PE ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการควบคุมทางวิศวกรรมและเคมีอย่างละเอียด ตั้งแต่วัตถุดิบก๊าซเอทิลีนจนกลายเป็นเม็ดพลาสติกที่พร้อมใช้งาน จึงไม่น่าแปลกใจที่โพลีเอทิลีนจะกลายเป็นพลาสติกพื้นฐานที่ครองตลาดมากที่สุดในโลก และยังคงถูกพัฒนาให้เหมาะกับการใช้งานที่หลากหลายต่อไป

ตัวอย่างการใช้งานถุงรองถัง 200 ลิตร

ถุงพลาสติกรองในถังขนาด 200 ลิตรถุงพลาสติกรองในถังที่สารเคมีสีเหลือง

ถุงพลาสติกรองถัง HDPE ทางเลือกใหม่ในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมี สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ ความสะอาด ความปลอดภัย และความคุ้มค่า การใช้ ถุงพลาสติกรองถัง จึงกลายเป็นทางเลือกที่ช่วยให้องค์กรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในขั้นตอนการจัดการสารเคมีที่ต้องอาศัยความรอบคอบและลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อน

ขั้นตอนการใช้งานถุงพลาสติกรองถัง

                เริ่มต้นจากการนำถุงพลาสติกใส่เข้าไปในถังที่ต้องใช้ เมื่อถุงถูกจัดวางอย่างเหมาะสม ผู้ใช้งานสามารถใส่สารเคมีลงไปในถุงได้ทันที จากนั้นจึงเริ่มทำการ Process สารเคมี ตามกระบวนการผลิตหรือการผสมที่กำหนดไว้ เมื่อสารเคมีผ่านขั้นตอนจนเสร็จสมบูรณ์ สามารถถ่ายเทออกจากถุงไปยังบรรจุภัณฑ์อื่นเพื่อจัดเก็บหรือจำหน่ายต่อไป สุดท้ายเมื่อถุงพลาสติกหมดหน้าที่ ก็เพียงแค่ถอดออกและส่งไปทำลายอย่างถูกวิธี ก็พร้อมสำหรับการใช้งานครั้งถัดไปทันที

การใช้ถุงพลาสติกรองถังช่วยให้ลูกค้า ประหยัดต้นทุน ได้หลายด้าน ได้แก่

  • ลดโอกาสการปนเปื้อน เพราะถุงที่ใช้เป็นถุงใหม่ทุกครั้ง ทำให้มั่นใจได้ว่าความสะอาดและคุณภาพของสารเคมีคงที่
  • ประหยัดเวลา เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาล้างถังหลังการใช้งาน ทำให้งานต่อไปเริ่มได้รวดเร็วขึ้น
  • ลดค่าใช้จ่ายในการใช้สารเคมีล้างถัง เช่น Solvent หรือสารทำความสะอาด ซึ่งปกติเป็นต้นทุนที่สูงและต้องใช้อย่างต่อเนื่อง
  • ทั้งหมดนี้ช่วยให้องค์กรไม่เพียงแต่ได้ประโยชน์ด้านการลดค่าใช้จ่าย แต่ยังได้ความสะดวก ความปลอดภัย และการจัดการที่ง่ายขึ้น

สำหรับธุรกิจที่กำลังมองหาวิธีจัดการสารเคมีอย่างคุ้มค่าและปลอดภัย ถุงพลาสติกรองถัง HDPE 40×60″ ของไทยฮง คือทางเลือกที่ไม่ควรมองข้าม แข็งแรง ใช้งานง่าย และตอบโจทย์ทั้งเรื่องคุณภาพและต้นทุนในเวลาเดียวกัน

 

ค่า WVTR คืออะไร?

ค่า WVTR คือค่าอัตราการซึมผ่านของไอน้ำผ่านวัสดุบรรจุภัณฑ์WVTR หรือ Water Vapor Transmission Rate คือค่าอัตราการซึมผ่านของไอน้ำผ่านวัสดุบรรจุภัณฑ์ ซึ่งใช้บอกความสามารถในการป้องกันความชื้นของวัสดุนั้น ๆ ค่า WVTR ยิ่งต่ำ แสดงว่าวัสดุสามารถกั้นไอน้ำได้ดี เหมาะสำหรับการบรรจุสินค้าที่ไวต่อความชื้น เช่น อาหารแห้ง ขนมกรอบ หรือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แต่หากเป็นงานทั่วไปที่ไม่ได้ต้องการการกักเก็บความชื้นสูง ก็สามารถเลือกใช้วัสดุที่มีค่า WVTR สูงกว่าได้ เพื่อความคุ้มค่าในการผลิต

ค่า WVTR ของ HDPE และ LDPE

  • HDPE (High Density Polyethylene) มีโครงสร้างที่หนาแน่นกว่า ทำให้มีค่า WVTR ต่ำกว่า LDPE โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 0.5 – 2.0 g/m²/day (ขึ้นอยู่กับความหนาของฟิล์ม) จึงกันความชื้นได้ดีกว่า

  • LDPE (Low Density Polyethylene) มีโครงสร้างที่ไม่หนาแน่นเท่า HDPE จึงมีค่า WVTR สูงกว่า โดยทั่วไปประมาณ 1.0 – 4.0 g/m²/day (ขึ้นอยู่กับความหนาเช่นกัน)

กล่าวได้ว่า HDPE เหมาะสำหรับงานที่ต้องการป้องกันความชื้นได้ดีกว่า ส่วน LDPE จะยืดหยุ่นและเหนียวกว่า แต่กันความชื้นได้น้อยกว่า HDPE

การใช้งานถุง HDPE และ LDPE

สำหรับงานผลิตถุงพลาสติกทั่วไป เช่น ถุงหูหิ้ว ถุงใส่สินค้าในร้านค้า หรือถุงบรรจุภัณฑ์สินค้าที่ไม่อ่อนไหวต่อความชื้น ทั้ง HDPE และ LDPE สามารถใช้งานได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นงานขายปลีก งานห่อหุ้มสินค้า หรือการขนส่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการถนอมอาหารระยะยาวหรือการบรรจุแบบสุญญากาศ

อย่างไรก็ตาม หากเป็นงานที่สินค้าไม่สามารถสัมผัสกับความชื้นได้เลย เช่น ผงกรอบ ขนมอบกรอบ หรือยา ควรเลือกใช้วัสดุชนิดอื่น ๆ ที่มีค่า WVTR ต่ำกว่านี้ เช่น ฟิล์มหลายชั้น (Multi-layer Film) หรือฟอยล์อะลูมิเนียม เพื่อการปกป้องที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

การใช้งานในเชิงธุรกิจและความคุ้มค่า

ในมุมมองด้านต้นทุน ถุง HDPE และ LDPE ถือว่ามีความคุ้มค่าในการผลิตสูง เนื่องจากวัตถุดิบหาได้ง่าย กระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน และสามารถปรับความหนาบางได้ตามความต้องการของลูกค้า ผู้ประกอบการจึงนิยมเลือกใช้สำหรับสินค้าทั่วไป เช่น เสื้อผ้า เครื่องใช้ในบ้าน หรือสินค้าอุปโภคที่ไม่กังวลเรื่องความชื้น จุดเด่นของถุงพลาสติกทั้งสองชนิดคือความทนทาน ใช้งานสะดวก และต้นทุนต่อชิ้นต่ำ เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและการค้าปลีก ซึ่งแตกต่างจากวัสดุเฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อกันความชื้นโดยตรงซึ่งมักมีราคาสูงกว่า

ค่า OTR (Oxygen Transmission Rate) คืออะไร

ข้อมูลเพื่ออธิบายค่า OTR (Oxygen Transmission Rate) ของถุงพลาสติก LDPE

ค่า OTR หรือ Oxygen Transmission Rate คือค่าที่ใช้บอกอัตราการซึมผ่านของก๊าซออกซิเจนผ่านวัสดุหนึ่ง ๆ ในช่วงเวลาที่กำหนด โดยทั่วไปนิยมใช้ในวงการบรรจุภัณฑ์อาหาร เนื่องจากออกซิเจนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้สินค้าเสื่อมคุณภาพเร็วขึ้น เช่น การเกิดเหม็นหืนในอาหารที่มีไขมัน หรือการเปลี่ยนสีของผลิตภัณฑ์บางชนิด การรู้ค่า OTR ของวัสดุที่ใช้จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะช่วยให้ผู้ผลิตเลือกบรรจุภัณฑ์ได้เหมาะสมกับลักษณะของสินค้าและอายุการเก็บรักษาที่ต้องการ

จริง ๆ แล้ว แม้แต่พลาสติกที่หลายคนมองว่าป้องกันอากาศได้ดีอย่าง LDPE (Low Density Polyethylene) ก็ยังมีการซึมผ่านของออกซิเจนอยู่ เพียงแต่ในระดับที่แตกต่างจากพลาสติกชนิดอื่น ๆ งานวิจัยและข้อมูลอ้างอิงหลายแหล่งระบุว่าค่า OTR ของ LDPE อยู่ในช่วงประมาณ 2,000–8,000 ซีซี/ตารางเมตร/วัน/บรรยากาศ ที่อุณหภูมิห้อง ซึ่งถือว่ามีการซึมผ่านได้ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับพลาสติกชนิดที่มีคุณสมบัติด้านกั้นก๊าซสูง เช่น PET หรือ EVOH

ด้วยเหตุนี้ LDPE จึงไม่เหมาะสำหรับใช้ในบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการการกักเก็บก๊าซอย่างเข้มงวด เช่น อาหารที่ต้องการบรรจุสูญญากาศหรือ Modified Atmosphere Packaging (MAP) อย่างไรก็ตาม LDPE กลับมีข้อดีในด้านความยืดหยุ่น โปร่งใส และต้นทุนต่ำ ทำให้เหมาะกับการนำไปใช้บรรจุสินค้าทั่วไปที่ไม่ได้ต้องการควบคุมการซึมผ่านของอากาศอย่างเข้มงวด เช่น ขนมขบเคี้ยว ผักผลไม้สด หรือสินค้าที่มีรอบการจำหน่ายสั้น

สรุปได้ว่า ค่า OTR เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้เพื่อเลือกวัสดุบรรจุภัณฑ์ได้เหมาะสม สำหรับ LDPE แม้จะมีคุณสมบัติซึมผ่านอากาศได้ แต่ก็ยังคงเป็นถุงพลาสติกขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปได้ดี หากใช้กับสินค้าที่ไม่จำเป็นต้องเก็บรักษาในสภาวะปลอดอากาศ